ใคร ๆ ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “นักเรียน/เด็กหลังห้อง” เป็นเด็กเรียนไม่เก่ง เกเร ไม่มีความพยายาม แต่รู้มั้ยว่าเป็นเด็กหลังห้องก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้เด็กหน้าห้องเลยล่ะ แต่จะต้องทำยังไงให้สามารถสร้างแรงจูงใจ สำหรับดึงความสามารถของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ตามเราไปเรียนรู้กันเลยดีกว่า
ทำไมเด็กหลังห้องถึงมีโอกาสประสบความสำเร็จ?
หลายครั้งจะเห็นได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป เด็กหลังห้องที่หลายคนมองว่าไม่เอาไหน ชีวิตในวัยทำงานกลับไปได้ดี ซึ่งเป็นเพราะอะไรกันล่ะ? ไปดูเหตุผลกันเลยดีกว่า
1. เด็กหลังห้องไม่สนใจตัวเลขที่เรียกว่า ‘เกรด’
เด็กหน้าห้องส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับเกรดเป็นอันดับแรก ๆ เพราะพวกเขามองว่าเกรดคือสัญญาณของความสำเร็จ บ่งบอกว่าพวกเขาผลการเรียนดี ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ผิดอะไร แต่ถ้าตัดภาพมาที่เด็กหลังห้องพวกเขากลับไม่ได้มองแบบนั้น แต่กลับให้ความสำคัญในเรื่องของปัจจัยอื่น ๆ เช่น เป้าหมายที่ตั้งไว้ อารมณ์ พูดง่าย ๆ ว่าพวกเขาสนใจแค่ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันน่าพึงพอใจแค่ไหน เนื่องจากการอยู่กับโลกความเป็นจริงสำคัญกว่า
2. เด็กหลังห้องพอใจในความสำเร็จ และยอมรับในความล้มเหลว
เด็กหลังห้องที่คุ้นเคยกับความล้มเหลว (เกรดไม่ดี) อยู่แล้ว พวกเขามองว่ามันไม่ใช่จุดจบ ทำให้สามารถจัดการกับความเครียดได้ดี สามารถพาตัวเองต่อสู้กับความผิดพลาดได้ แถมยังกล้าเสี่ยงไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเขามักเลือกที่จะฟังและเชื่อในตัวเอง ทำตามในสิ่งที่พวกเขาต้องการก่อนเสมอ
3. เด็กหลังห้องไม่ยอมทำตามอะไรง่าย ๆ
เด็กหลังห้องไม่พยายามที่จะสร้างความประทับใจต่อคุณครู และมีคำถามอยู่เสมอว่า “ทำไปทำไม” ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ให้ความเคารพ แต่เพราะพวกเขาไม่อยากปล่อยให้ความสงสัยผ่านเลยไปเฉย ๆ และที่ไม่ต้องการสร้างความประทับใจ เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกกังวล หรือกลัวที่จะต้องทำตามความคาดหวังของใคร
จากที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าเด็กหลังห้องมีทัศนคติหรือทัศนวิสัยที่ดีกว่า แค่อยากจะบอกว่าเด็กแต่ละแบบมีชุดความคิดที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าเด็กคนนั้น ๆ จะนั่งอยู่ตรงไหน ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะใจความสำคัญของเส้นทางนี้คือ “การวางแผนไปสู้เป้าหมายชีวิตของแต่ละคน” มากกว่า
ไม่ว่าจะเด็กนักเรียนหลังห้องหรือหน้าห้อง “เด็กทุกคนล้วนมีความฝัน” การให้ความสำคัญในเรื่องที่พวกเขาสนใจ ไม่ว่าเขาจะนั่งอยู่ส่วนไหนในห้องเรียนก็ตาม คุณครูหรือผู้ปกครองสามารถสนับสนุนเขาได้เสมอ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมและแตกต่างกันออกไป เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เด็ก ๆ ดึงความสามารถของตัวเองได้ออกมาอย่างเต็มที่แล้วล่ะ
